คัมภีร์ซักชุดว่ายน้ำ! โว้กไขทุกข้อสงสัยการทำความสะอาดชุดว่ายน้ำตัวเก่ง

ในช่วงซัมเมอร์แบบนี้ จะมีสาวๆ สักกี่คนที่จะไม่อยากอวดโฉมในชุดว่ายน้ำเพื่อท้าลมร้อน แต่ใครจะคิดว่าหลังจากที่สาวๆ หลายคนพาเจ้าชุดว่ายน้ำตัวเก่งที่เก็บไว้อย่างดีในตู้เสื้อผ้ามาแรมปี ออกไปท่องเที่ยวในโลกกว้างด้วยแล้วนั้น นั่นอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่พวกหล่อนจะได้ใส่เจ้าชุดว่ายน้ำตัวเก่งตัวนั้นก็ได้ เพราะเจ้าชุดว่ายน้ำที่ว่านี้ช่างบอบบาง และต้องการการทะนุถนอมที่ถูกต้อง เพื่อที่ในช่วงซัมเมอร์ปีต่อๆ ไปสาวๆ จะได้ไม่ต้องลำบากไปหาซื้อชุดว่ายน้ำตัวเก่งตัวใหม่ให้เสียดายเงิน ครั้งนี้โว้กจึงได้รวบรวมวิธีการดูแลชุดว่ายน้ำที่สาวๆ หลายคนมองข้ามมาให้ทุกคนได้ทำตามอย่างถูกต้องกันแล้วที่นี่

ภาพ : good-old fashioned

1. แน่นอนว่าสำหรับชุดว่ายน้ำตัวใหม่ ที่สาวๆ หลายคนจะเพิ่งจะแกะออกมาจากถุง บางครั้งจะมีสี หรือสารเคมีตกค้างจากการผลิตอยู่บ้าง (แม้แต่สินค้าในห้างสรรพสินค้าหรูๆ ก็ห้ามไว้ใจเด็ดขาด) ให้สาวๆ นั้นแช่ชุดว่ายน้ำตัวใหม่ในน้ำเปล่า ที่ผสมกับน้ำส้มสายชูเป็นเวลา 30 นาทีก่อน โดยใช้สัดส่วนน้ำส้มสายชู 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำเปล่า 1/2 แกลลอนเป็นมาตรฐาน เพื่อป้องกันสีสันของชุดว่ายน้ำตัวสวยไม่ให้ซีดจางก่อนเวลาอันควร จากนั้นจึงค่อยนำชุดว่ายน้ำที่ผ่านการแช่น้ำส้มสายชูผสมน้ำเปล่านั้นไปซักในน้ำเปล่าในขั้นต่อไป (อนุญาตให้ซักด้วยน้ำสบู่อ่อนๆ ได้) แล้วจึงนำไปตาก ขั้นตอนนี้ต้องห้ามลืมเด็ดขาด เพราะชุดว่ายน้ำก็ไม่ต่างจากชุดชั้นใน ที่จะต้องนาบเนื้อ และกลายเป็นส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิตของสาวๆ ตลอดทริปซัมเมอร์นี้อย่างแน่นอน

2. ก่อนที่เราจะลงน้ำ ไม่ว่าจะเป็นน้ำในสระ หรือน้ำทะเลก็ตาม ให้ใส่ชุดว่ายน้ำตัวนั้น แล้วไปอาบน้ำฝักบัว หรือจะแช่ชุดว่ายน้ำลงในน้ำเปล่าก่อน เนื่องจากวิธีนี้จะช่วยให้ชุดว่ายน้ำมีความสามารถในการดูดซึมคลอรีน และน้ำเกลือได้น้อยลง ซึ่งจะช่วยยืดอายุไม่ให้คลอรีน และน้ำเกลือนั้นซึมเข้ามาทำลายเนื้อผ้าของชุดว่ายน้ำได้โดยตรง อีกทั้งเป็นการล้างคราบสกปรกจากตัวเราก่อนด้วยอีกทางหนึ่ง

ภาพ : primadarling

3. พูดถึงการซักชุดว่ายน้ำก่อนใช้งานไปแล้ว ก็ต้องมีการซักชุดว่ายน้ำหลังการใช้งานด้วย และต้องซักชุดว่ายน้ำด้วยมือในน้ำสบู่อ่อนๆ ทันทีทุกครั้งที่ใช้งานเสร็จ โดยแนะนำให้เปิดน้ำเปล่าผ่านชุดว่ายน้ำสักพักใหญ่ เพื่อทำให้กรด หรือสารคลอรีนที่ชุดว่ายน้ำอุ้มอยู่นั้นคลายออกมา เนื่องจากในน้ำทะเลที่สาวๆ ใส่ชุดว่ายน้ำตัวเก่งลงไปแหวกว่ายนั้นมีความเป็นกรดสูง จนอาจจะส่งผลให้ชุดว่ายน้ำเสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควร โดยใช้น้ำอุ่นที่อุณหภูมิ 30 องศา หรือต่ำกว่าเท่านั้น หรือใช้น้ำสบู่เจือจางเพื่อไม่ให้ชุดว่ายน้ำนั้นเสื่อมสภาพได้ง่ายเมื่อเจอความเป็นกรด และความร้อนสูง

แล้วสาวๆ ที่หวังจะสบายทางลัดก็ต้องขอให้หยุดความคิดไว้เท่านั้น เพราะข้อห้ามที่เราจะบอกก็คือ อย่าเอาชุดว่ายน้ำ หรือ บิกินี่ไปซักในเครื่องซักผ้าเด็ดขาด เพราะแรงเหวี่ยงหมุนจากเครื่องซักผ้า จะทำให้เนื้อผ้าเสี่ยงฉีกขาด และชุดว่ายน้ำเสียรูปได้ง่าย

4. เมื่อซักเสร็จแล้ว ก็ไม่ควรตากชุดว่ายน้ำ หรือบิกินี่ กลางแดดเด็ดขาด เพราะแสงแดด และความร้อนจะทำลายความยืดหยุ่นของชนิดผ้าประเภท Lycra และ Spandex ที่พบมากในการใช้ทำชุดว่ายน้ำ อีกทั้งแสงแดดจะกลายเป็นตัวแปรสำคัญในการทำลายสีสันของชุดว่ายน้ำ (ไม่ว่าจะเป็นความร้อนจากแสงแดด เตารีด หรือเครื่องอบผ้า) ดังนั้นควรจะตากเอาไว้ในที่ร่ม พอให้ลมโกรกเป็นพอ

ภาพ : Vogue

5. อีกนิสัยเสียของสาวๆ ที่พบกันบ่อยๆ ก็เห็นจะหนีไม่พ้น ไม่ควรทิ้งชุดว่ายน้ำที่เปียกชื้นไว้ในกระเป๋าค้างคืน เพราะความชื้นจากตัวฟองน้ำเสริมทรง อาจจะทำให้เกิดเชื้อรา ในจุดที่เรามองไม่เห็นได้ ควรนำมาผึ่งลมทันทีหลังจากใช้งานเสร็จ โดยปกติแล้วชุดว่ายน้ำทั่วไปจะใช้เวลาอย่างน้อย 24 ชั่วโมงที่จะให้แห้งสนิท และคืนรูป

6. เคล็ดลับอีกหนึ่งอย่างในการเก็บรักษาชุดว่ายน้ำตัวเก่งของสาวๆ ก็คือ เมื่อสาวๆ ทำความสะอาดชุดว่ายน้ำ และตากไว้จนแห้งแล้ว ให้นำชุดว่ายน้ำตัวเก่งนั้นใส่ในถุงพลาสติกแบบซิปล็อก แลัวนำไปแช่ตู้เย็น เพราะวิธีนี้จะทำให้เนื้อผ้า Spandex ไม่เสียความยืดหยุ่น และช่วยยืดอายุการใช้งานของชุดว่ายน้ำตัวเก่งของสาวๆ ไปได้อีกนานแสนนาน

ปิดท้ายด้วยวิธีทำความสะอาดชุดว่ายน้ำของสาวๆ สายมินิมัลที่ชอบ “สีขาว” เป็นชีวิตจิตใจ เพราะถ้าชุดว่ายน้ำสีขาวตัวเก่งเริ่มเปลี่ยนสี เพราะถูกคลอรีนในสระว่ายน้ำเล่นงาน ก็สามารถแก้ได้โดยนำชุดว่ายน้ำไปจุ่มในน้ำส้มสายชูขาวให้ชุ่ม แล้วใช้ผ้าชุบน้ำส้มสายชูถูลงบนคราบ จากนั้นจึงค่อยนำมาล้างด้วยน้ำสะอาด แล้วซักด้วยน้ำยาซักผ้าสูตรอ่อนๆ หรือน้ำสบู่เจือจาง ล้างออกด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง แล้วนำไปตากให้แห้ง สีที่เปลี่ยนไปก็จะเริ่มกลับมาขาวดังเดิม แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานของสาวๆ เป็นสำคัญด้วยเช่นกัน